วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

พญาศรีสัตตนาคราช


เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒ ถือว่าเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะได้มีโอกาสมาเยือนจังหวัดนครพนม อีกครั้ง หลังจากได้ไปเทียวครั้งสุดท้ายมานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว


                                                 พระธาตุพนมยามค่ำสวยเด่นเป็นสง่า

บ้านเมืองแปลกตาไป มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ถนนหนทางมีการพัฒนาสวยงาม กว้างขวาง ในตัวเมือง ก็มีความสะอาดสอานมากกว่าแต่เก่าก่อน

ผู้บริหารที่ร่วมเดินทางไปด้วย ท่านกล่าวว่า....จังหวัดนครพนม เป็นจังจังหวัดหนึ่งที่น่าอยู่ แม้จะมาเยือนหลายครั้งแล้ว ก็ยังอยากจะมาอีก....

บ้านเมืองมีการวางผังเมืองไว้ได้สวยงาม ถนนมีการสร้างใหม้่ กว้างขวาง มีการประดับโคมไฟ สวยงาม รอบ ๆ แม่น้ำโขงมีการสร้างถนนสำหรับขับขี่จักรยาน และมีจุดชมหวิว ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

จุดชมวิว ที่เป็นเอกลักษณ์ ได้แก่รูปพญาศรีสัตตนาคราช ที่ตั้งสวยเด่นริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดนครพนม ใครมาเยือนนครพนม หากไม่ได้มาสักการะพญาศรีสัตตนาคราช ก็ถือว่ายังไปไม่ถึงนครพนม




และในยามค่ำคืนของวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒ ก็ได้รับความกรุณาและเมตตาจากเจ้าของถิ่น ได้นำพาไปสักการะพญาศรีสัตตนาคราช และเที่ยวชมเมืองยามราตรี ถือว่าเป็นสิริมงคงคลที่ได้มาเยือนถิ่นเมืองเก่า นครพนม ในครั้งนี้

หากท่านใดมีโอกาสไปเยือนเมืองเก่านครพนม ก็อย่าลืมไปขอพรจากพญาศรีสัตตนาคราช เพื่อเป็นสิริมงคล แก่ชี้วิตและครอบครัว ครับ !!!


ประวัติพญาศรีสัตตนาคราช (จากเว็บไซต์... ทีนิวดอทคอม)

พญาศรีสัตตนาคราชเป็นหนึ่งในพญานาคผู้มีฤทธิ์ ทรงศักดาอานุภาพ นามของพญาศรีสัตตฯ นี้ก็ปรากฏพบในตำนานอุรังคธาตุเช่นกันความดังนี้ว่า.....

พระศาสดา ก็เสด็จไปสู้ดอยนันทกังรี ซึ่งเป็นที่อยู่ของนางนันทยักษ์แต่ก่อน มีนาคตัวหนึ่ง 7 หัว ชื่อว่าศรีสัตตนาค เข้ามาทูลขอให้พระศาสดาทรงย่ำรอยพระบาทไว้ ณ ที่นั้น ทรงก้าวพระบาทข้ามตีนดอยก้ำขวาแล้วทรงแย้มพระโอฐ เจ้าอานนท์กราบทูลถาม ตถาคตตรัสว่า เราเห็นนาค 7 หัวเป็นนิมิต ต่อไปภายหน้าที่นี้จักบังเกิดเป็นเมือง มีชื่อว่าเมืองศรีสัตตนาค
เผ่าพันธุ์ของพญามุจลินท์นาคราช คือ พญานาค 7 เศียร ได้สืบสายพันธุ์มาจนถึง พญาศรีสัตตนาคราช (นาคาธิบดีสีสัตตนาคบาดาล) เชื่อกันว่าเป็นกษัตริย์แห่งพญานาคฝั่งลาว ส่วนฝั่งไทยนั้นมี พญาศรีสุทโธนาคราช (นาคาธิบดีสีสุทโธ) เป็น กษัตริย์พญานาคฝั่งไทย แต่เป็นพญานาคเศียรเดียว ซึ่งเล่ากันว่า สองราชาพญานาคคู่นี้เป็นสหายรักกันมาก

โดยมีเรื่องของราชาแห่งนาคทั้งสองตนนี้โดยทางด้านหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดัง อดีตเจ้าอาวาสวัดธาตุมหาชัย ได้เล่าเอาไว้ดังต่อไปนี

ในผืนน้ำของประเทศไทยเรา มีพญานาคราชเป็นใหญ่นามกรว่า พญาศรีสุทโธนาคราช (นาคาธิบดีสีสุทโธ) ชอบการจำศีลบำเพ็ญเพียร และปฏิบัติธรรม นิสัยอ่อนโยนมีเมตตา ไม่ชอบการต่อสู้ เข้าข่ายเป็นพญานาคผู้น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง ส่วนฝั่งลาวนั้น มี พญาศรีสัตตนาคราช เป็นใหญ่เหนือพญานาคทั้งปวง ที่ทรงฤทธิ์มีอำนาจเหนือกว่าพญานาคทั้งหลายในสองแผ่นดินไทย-ลาว ถึงท่านเป็นพญานาคที่มีฤทธิ์เดช แต่ก็ชอบการจำศีลภาวนา และประพฤติปฏิบัติธรรมเหมือนกันกับทางด้านพญาศรีสุทโธนาคราช (นาคาธิบดีสีสุทโธ) มีตำนานกล่าวว่าท่านชอบมาที่วัดพระธาตุพนมเหมือนกัน จนขนาดมีการตกลงกันว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ ก็จะช่วยกันอย่างเต็มที่เต็มกำลังความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้อยใหญ่เรื่องใดก็ตาม

ขณะที่ทางด้าน พญาศรีสัตตนาคราช มีความเด่นสง่าเหนือกว่าใครเพราะมี 7 เศียร ลำตัวเดียว ถือได้ว่าเป็นตระกูลพญานาคที่สืบสายพันธุ์มาแต่ครั้งพุทธกาล มีความใกล้ชิดพระพุทธองค์ และพระพุทธศาสนา จนอาจถือว่าเป็นต้นตระกูลแห่งพญานาคทั้งหลายทั้งปวง

หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดัง อดีตเจ้าอาวาสวัดธาตุมหาชัย ยังได้บอกเล่าต่อว่า ส่วนใดที่อยู่ใกล้ต้นน้ำลำธาร หรือหากมีพิธีกรรมอันใดเกิดขึ้น ให้อัญเชิญบอกกล่าวแก่เหล่าพญานาค พิธีกรรมนั้นจะศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนทั้งสองฝั่งลำน้ำโขงนั้นให้การเคารพศรัทธา องค์พญานาค เป็นอย่างยิ่ง
ปัจจุบันนี้ จังหวัดนครพนม จึงออกแบบและก่อสร้างองค์พญาศรีสัตตนาคราช เพื่อเป็นนิมิตหมายอันดีในการสร้างสัญลักษณ์เมืองขึ้น และได้ทำการประกอบพิธีอัญเชิญองค์พญาศรีสัตตนาคราชขึ้นประดิษฐาน ท่ามกลางประชาชนชาวไทยและลาว ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง และ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง จ.นครพนม และพระสงฆ์จากวัดใกล้เคียงมาร่วมในพิธี โดยทางจังหวัดได้ทำพิธีสมโภชใหญ่ พุทธาภิเษก รวม 9 วัน 9 คืน ระหว่างวันที่ 9 – 18 กันยายน ที่ผ่านมา
ภายใต้ความเชื่อเกี่ยวกับ องค์พญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ จ.นครพนม 

อย่างที่ทราบกันว่าพี่น้องชาวไทยและชาวลาวล้วนมีความเชื่อผูกพันอยู่กับองค์พญานาค พอๆ กับความผูกพันในลำน้ำโขง รุ่นปู่ย่าล้วนศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของพญานาคในฐานะที่เป็นผู้ดูแลปกปักษ์รักษาแถบลุ่มน้ำโขง รักษาพุทธศาสนา รวมถึงองค์พระธาตุพนมซึ่งเป็นองค์พญานาคทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน
แน่นอนว่าจากประติมากรรมที่สูงค่าผนวกกับความเชื่อความศรัทธาที่มีต่อองค์พญาศรีสัตตนาคราช ย่อมส่งผลให้จังหวัดนครพนม ดินแดนแห่งลุ่มน้ำโขงกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่สร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างไม่อาจปฏิเสธ ณ บริเวณที่ประดิษฐานองค์พญานาค ลานศรีสัตตนาคราช ริมฝั่งแม่น้ำโขงหน้าสำนักงานป่าไม้ ถนนสุนทรวิจิตร ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม

องค์พญาศรีสัตตนาคราช หล่อด้วยทองเหลือง มีน้ำหนักรวม9,000 กก. เป็นรูปพญานาคขดหาง 7 เศียร ประดิษฐานบนแท่นฐานแปดเหลี่ยม กว้าง 6 เมตร ความสูงทั้งหมดรวมฐาน 15 เมตร สามารถพ่นน้ำได้ 

วัตถุประสงค์การก่อสร้างครั้งนี้เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี และความเชื่อเกี่ยวต่อเรื่องพญานาคของชาวไทย และชาวลาวที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อีกทั้งยังต้องการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนครพนม เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นแลนมาร์กแห่งใหม่อีกจุดหนึ่งของภูมิภาคนี้

-------------------------------------------------------------------------------------------










วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562

ปฏิบัติธรรมปี 2561 (๒)

  การปฏิบัติธรรมในวันที่ ๒ (๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๑) ของการปฏิบัติธรรม ตามกำหนดการจะต้องตื่น ๔.๐๐ นาฬิกา และเริ่มทำวัตรเช้า และสวดมนต์ตั้งแต่เวลา ๐๔.๓๐ นาฬิกา

จะต้องมีการปรับตัว เพราะไม่เคยตื่นแต่เช้าเยี่ยงนี้ ดังนั้น ท่านที่จะไปปฏิบัติธรรม การเตรียมตัวและเตรียมร่างกาย ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้

ในการมาปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ เพียงวันแรกก็มีญาติธรรมเกิดอาการป่วยแล้ว ไม่สามารถลงมาปฏิบัติธรรมกับเพื่อน ๆ ได้ ต้องพาไปพบแพทย์ จำนวน ๑ ท่าน



คืนที่ผ่านมา เนื่องจากเดินทางมาไกล และหลังจากพักช่วงบ่าย ได้ร่วมกิจกรรมทำความสะอาดบริเวณสำนักปฏิบัติธรรม ทำให้ร่างกายเหนื่อยมาก ทำให้นอนหลับสบาย และห้องข้าง ๆ ตื่นกันตั้งแต่ตี ๓ ทำให้เราพลอยต้องตื่นด้วย และเป็นการปลุกให้เราตื่นไปในตัว



อากาศในวันนี้เย็นสบาย ประมาณ ๑๘ องศา ไม่สามารถอาบน้ำตอนเช้าได้ คงทำได้แค่ล้างหนาแปรงฟังเท่านั่น เสร็จแล้วแต่งตัว ไม่ลือหนังสือสวดมนต์ ๆฟฉาย และยากันยุง เพราะช่วงหนั่งทำวัตร ยุ่งจะมีมาก รบกวนในการทำวัตรดังกล่าว

หน้าที่ที่จะต้องทำ ต้องไปเตรียมติดตั้งธุปเทียน และจัดสถานที่นั่ง เบาะสำหรับพระสงฆ์ และสามเณร และญาติธรรม บางส่วน ต้องนำหนังสือสวดมนตร์มาวาง และเตรียมตัวถือไม้ชนวน เพื่อให้ประธานสงฆ์จุดธูปเทียนในพิธี จำเป็นต้องไปถึงศาลาปฏิบัติธรรมก่อนเวลา ๐๔.๓๐ นาฬิกา


ประธานสงฆ์จะมาตรงเวลามาก พอถึงเวลา ๐๔.๓๐ นาฬิกา ท่านก็จะจุดธุปเทียน และเป็นประธานนำทำวัตรเช้า และสวดมนต์บทที่สำคัญ ๆ จะใช้เวลาในการทำวัตรสวดมนต์ประมาณ ๑ ชั้วโมง ตั้งแต่เวลา ๐๔.๓๐ - ๐๕.๓๐ นาฬิกา หลังจากนั่น จะพานั่งสมาธิประมาณ ๓๐ นาที และแผ่เมตตา

นอกจากจะสวดบททำวัตรเช้าแล้ว ประธานสงฆ์ก็จะนำสวบทพระปริตรด้วย และลงท้ายบทพระสูตรว่าด้วยอานาปานสติ หลังจากก็ให้นั่งสมาธิประมาณ ๓๐ นาที

หลังจากนั้นพระวิทยากรจะพาเดินจงกรมไปนอกสถานที่ จนกว่าจะถึงเวลาประมาณ ๗ นาฬิกา และรับประทานอาหารเช้า จึงเสร็จพิธีในภาคเช้า และให้พักผ่อนไปจนถึงเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา เป็นอันเสร็จในภาคเช้าวันที่สอง







                                   พระวิทยากรและคณะญาติธรรมออกเดินจงกรมนอกสถานที่ในภาคเช้า

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562

ปฏิธรรมประจำปี 2561

  ปลายปีของทุกปี โครงการปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ของคณะ ๑๔ วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร โดยพระมหาใจ เขมจิตโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม จะจัดกิจกรรมไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ ซึ่งได้ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า ๕ ปีแล้ว

ปีนี่ก็เช่นเดียวกัน ได้มีกำหนดการไปปฏิบัติธรรมประจำปี ๒๕๖๑ ที่มหาจุฬาอาศรม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีกำหนด ๗ วัน นับตั้งแต่วันที่  ๙ - ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๑

ที่อาศรมมหาจุฬา โครงการนี้เคยไปปฏิบัติครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๗ จึงทำให้ทุกคนส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับสถานที่ กับพระวิทยากรเป็นอย่างดี

หลังไม่ได้ไปมานานกว่า ๕ ปี ปรากฎว่าสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งนี้มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาไปอย่างมาก ศาลที่เคยไม่มีอะไร ก็กลายเป็นสถานที่ใหญ่โอ่โถง มีพระปฏิมาองค์ใหญ่ ตั้งตระหง่าน เป็นที่เคารพบูชา



วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๗.๐๐ นาฬิกา รถตู้จำนวน ๒ คัน ออกเดินทางจากวัดชนะสงคราม ไปตามเส้นทางปิ่นเกล้า-ถนนวงแหวน- วังน้อย -สระบุรี- ถึงหมวกเล็ก-มหาจุฬาอาศรม ถึงเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ นาฬิกา หลังจากจัดเก็บสัมมภาระแล้ว ไปทานอาหารกลางวันข้างนอก มีกำหนดเริ่มปฏิบัติธรรมเวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา มพิธีเปิดโดยรองเจ้าอาวาสสำนักปฏิบัติธรรมมหาจุฬาอาศรม ได้ให้โอวาทธรรม เสร็จแล้วทำพิธีบวชเนกขัมมะ พระวิทยากรบรรายธรรม และเริ่มปฏิบัติธรรมถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา

 มีกำหนดการ เดินจงกรม จำนวน ๑ ชั่วโมง และ นั่งสมาธิ ๑ ชั่วโมง สลับกันไป เสร็จแล้ว แผ่เมตตา ก็เป็นเสร็จสิ้่นในช่วงบ่าย
 เวลา ๑๗.๐๐ น. มีกิจกรรมทำความสะอาดสถานที่ และดื่มนำ้ปานะ

เวลา ๑๘.๐๐ น. ทำวัตร์เย็น และสวดมนต์บทที่สำคัญ เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง หลังจากนั้นพระวิทยากรจะบรรยายธรรมให้ข้อแนะนำในการปฏิบัติ และสอบถามปัญหา

ภาคค่ำเริ่มปฏิบัติเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง และนั่งสมาธิ ๑ ชั่วโมง จนถึงเวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา แผ่เมตตา และแยกกันเข้าที่พัก



                                                      ทำวัตรเย็น และสวดมนต์ภาคค่ำ



                                                      ผู้ปฏิบัติธรรมร่วมกันทำความสะอาด

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

งานกาชาดปี 2561

งานกาชาดปีนี้เริ่มแล้ว หลังจากห่างหายไปหลายปี และที่แปลกมากกว่าเก่า  กล่าวคือปี พ.ศ. 2561 ได้ย้ายไปจัดที่สวนลุมพินี เป็นปีแรก เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ถึงวันที่  ๑  ธันวาคม ๒๕๖๑



เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ได้พาครอบครัวไปเที่ยวงานกาชาดปีนี้ การเดินทางไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว ต้องยอมนับว่า...รถติดมาก ออกจากประชานุกุล ไปตามเส้นทางด่วนวัฒนะ - ดาวคนอง ไปลงที่พระราม ๔ และวิ่งตรงไปจนถึงศาลาแดง หน้าสวนลุมพินี มีปัญหาเรื่องการจอดรถว่าจะไปจอดที่ไหนดี




ตกลงลองเลี้ยวขวาไปทางโรงพยาบาลตำรวจ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปด้านหลังสวนลุมพินี แต่ได้ทราบว่ามีที่จอดด้านข้างหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ จึงได้เลี้ยวกลับรถมา แต่รถติดมาก ๆ อีกทั้งการจัดการให้รถเข้าจอด ก็ต้องจอดรอคิวจนกว่า จะมีรถว่างด้านใน ทำให้มีรถติดด้านหลังยาวไปจนถึงด้านหลังสวนลุมพินี กว่าจะได้ที่จอดต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมง





การจัดที่จอดรถน่าจะจัดให้เพียงพอกับความต้องการของผู้เที่ยวงาน หากอาศัยรถประจำทางก็ทราบดีว่าแถวนั่นรถติดหนักมาก

หลังจากได้ที่จอดแล้ว เดินเข้าไปภายในบริเวณงาน คนแน่นขนัด คนไม่ทราบหลั่งไหลมาจากที่ใด อาจจะเป็นเพราะวันที่สองก็ได้ ประกอบกับเป็นวันหยุดราชการอีกด้วย

การจัดสถานที่ต้องยอมรับว่า จัดได้สวยงามมาก การจัดออกร้านของหน่วยราชการ และเอกชนก็จัดเป็นสัดส่วน สะดวกในการเข้าไปเยี่ยมชม บางร้านก็ได้จัดสถานที่ไว้สำหรับผู้ที่เข้าชมงามได้ถ่ายรูป และมีกิจกรรมหลากหลาย

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมจับสลาก ของรางวัลก็มีราคาพอสมควร บางหน่วยงานก็มีการออกร้านขายของในราคาถูกจากสินค้าพื้นเมือง



บางหน่วยงานก็มีการจัดนิทรรศการเพื่อให้ผู้้ที่เข้ามาชมได้อ่านและชมนิทรรศการของหน่วยงาน บางหน่วยงานมีการแสดงกิจกรรมหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นดนตรี การเต้นโชว์ หรือบางหน่วยงานมีดารามาออกร้านโชว์อีกด้วย

ท่านที่มีลูกหลานไปด้วย ต้องคิดหนัก เพราะคนไปเที่ยวจำนวนมาก อาจจะมีปัญหาในการเดินเที่ยว เพราะแออัดยัดเยียด บางคนสุขภาพไม่ดีอาจจะเป็นลมได้ เท่าที่เห็นมีหลายคนต้องหลบออกจากถนนมานั่งพ้กผ่อนและสูดอากาศในบริเวณสนามหญ้าใกล้ ๆ ที่ออกร้านก็มี

หากดูเผิน ๆ หลายหน่วยงานอาจจะยังไม่มีความพร้อม เพราะมีการออกร้านตามความพร้อมที่มีอยู่ จึงทำให้ร้านของหน่วยงานต่าง ๆ มีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่ก็จะรวมกันหลายหน่วยงานออกในนามของกระทรวงเป็นส่วนใหญ่

กิจกรรมในร้าน ก็มีการจำหน่ายสินค้า และสินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอยู่ นอกจากนั้นก็จะมีการละเล่นเกมส์ต่าง ๆ เป็นต้น







วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ทอดกฐิน...บ้านโคกก่อง

เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๑ ได้เดินทางออกจากบ้านพักเวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกา โดยลูกสาวได้ขับรถไปส่งที่วัดชนะสงครามวรมหาวิหาร เขตบางลำภู กรุงเทพฯ โดยวันนี้มีกำหนดเดินทางไปทอดกฐืนสามัคคี ที่วัดโพธิ์สาลิการาม บ้านโนนค้อ  ตำบลโคกงาม อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น


                                                        อุโบสถไม้สักและไม้จะบกที่สวยงามมาก






ถึงวัดปรากฎว่ามีญาติธรรมบางส่วนยืนรออยู่แล้ว และพระคุณเจ้าได้นำบริขารกฐินต่าง ๆ มากองรอรถมารับ ได้ทราบว่านัดรถบัสเวลา ๐๔.๓๐ นาฬิกา แต่ไม่ตรงเวลาที่กำหนด สักพักรถได้เดินทางมาถึง แต่มีปัญหาไม่สามารถนำรถเข้ามายังบริเวณวัดได้ เนื่องจากติดประตูที่เก็บบัตร ญาติธรรม และสามเณรจึงได้ช่วยกันขนบริขารกฐินมาขึ้นรถกัน

รถบัสคันที่มารับ มีปัญหาอีก เนื่องจากไม่ใช่คันที่ตกลงกันไว้ตามสัญญา ไม่มีที่ว่างพอสำหรับวางสิ่งของ ไม่ที่นั่งเพียงพสำหรับญาติโยมที่ไปในครั้งนี้ มีพระเณรจำนวน ๑๓ รูป และญาติโยมอีก ๒๑ คน รวม ๓๔ คน แต่รถมีที่นั่งจำนวน ๓๕ ที่นั่ง ด้านล่างของรถไม่ที่เพียงพอในการบรรทุกสิ่งของ ต้องนำบริขารกฐินบางส่วนมาวางไว้ข้างบน ทำให้รถแน่นขนัด บางที่นั่งก็ต้องนั่งซ้อนกัน


                                                          รถเครื่องเสียงในการนำแห่องค์กฐิน




รถออกจากวัดเวลา ๐๕.๓๐ นาฬิกา ช้ากว่าเวลาที่กำหนด เดินทางออกจากวัดไปขึ้นทางด่วนยมราช - ต่อโทรเวย์-บางปะอิน-อยุธยา แวะรับประทานอาหารเช้าแถววังน้อย เสร็จแล้วเดินทางต่อไปผ่านสระบุรี-ปากช่อง-โคราช-บ้านไผ่ และแวะรับญาติโยมที่อำเภอพล-ขอนแก่น-บ้านฝาง ถึงเวลาประมาณ๑๕.๓๐ นาฬิกา ใช้เวลาเดินทางกว่า ๑๐ ชั่วโมง

การเดินทางในครั้งนี้ ทำให้หลงทางเช่นกัน เนื่องจากทุกคนไท่เคยมาที่วัดดังกล่าว ต้องสอบถามทางและใช้จีพีเอส นำทางไปตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ออกจากตัวเมืองจังหวัดขอนแก่น





ตามกำหนดการที่นัดกันไว้จะถึงวัดเวลาประมาณเวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ต้องแห่องค์กฐินรอบหมู่บ้านอีก ๑ รอบ ปรากฎว่า มาถึงเลเวลาที่กำหนด จึงได้เริ่มแห่องค์กฐินเวล่าประมาณ ๑๖.๓๐ นาฬิกา โดยมีรถเครื่องเสียงและรถบิ๊คอัพนำกระบวน ชาวบ้านมีความสุขกันในการแห่ครั้งนี้ ได้มีการฟ้อนรำและเต้นกันอย่างสนุกสนาน






หลังจากแห่เสร็จแล้ว มีการเจริญพระพุทธมนต์ฉลององค์กฐิน และเทศนา ๑ กัณฑ์ ในเรื่อง อานิสงค์ของการทอดกฐินจากพระอาจารย์จากวัดธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เสร็จแล้วมีหมอลำกลอน จากจังหวัดมหาสารคาม มาแสดงฉลองกฐินในครั้งนี้







ช่วงเช้า มีการทำบุญตักบาตร และแห่องค์กฐินรอบอุโบสถจำนวน ๓ รอบ เสร็จแล้ว ได้ทำการทอดกฐิน โดยพระอาจารย์มหาใจ เขมจิตโต (ปธ.๙) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เป็นประธานในครั้งนี้ และได้ยอดเงินที่นำถวายวัดเป็นจำนวน ๒๑๐,๙๘๐ .-บาท และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน










                                        แสงพระอาทิตย์ในช่วงที่แห่องค์กฐินรอบหมู่บ้าน