วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

พ่อนาค

เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๕๗ ได้มีโอกาสเดินทางไปบรรพชาและอุปสมบทที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ตามโครงการของสำนักงานฯและสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกันจัดทำ




ในการบรพชาอุปสมบทครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนประมาณ ๒๙ ท่าน โดยมีพิธีปลงผมที่พุทธมณฑล โดยมีสมเด็จพระรัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาเป็นองค์ประธาน

ในการปลงผมครั้งนี้มีท่านอัยการสูงสุด คณะผู้บริหาร และญาติของผู้เข้าร่วมโครงการมาเป็นจำนวนมาก ก่อนพิธีจะปลงผม คณะผู้บริหาร และบิดามารดาของผู้จะบวชได้ตัดผมก่อน เพื่อเป็นสิริมงคลในการเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ในครั้งนี้

ส่วนเราเองมีพ่อตา แม่ยาย ภรรยาย และบุตรสาวมาร่วมพิธี และปลงผมให้ด้วย ทำให้พ่อตาและแม่ยายมีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใสในการเขาสู่พิธีในครั้งนี้



หลังจากปลงผมแล้ว ให้พ่อนาคทำพิธีขอขมาต่อบิดามารดา ผู้บังคับบัญชา โดยให้บิดามารดา มานั่งต่อหนาพ่อนาค และมีการนำกล่าวคำขอขมา

ในการทำพิธีครั้งนี้ มีการตั้งชื่อฉายาตามทางพระพุทธศาสนาของแต่ละคนด้วย โดยท่านจะดูจากวัน เดือน ปีเกิด แล้วนำมาตั้งฉายาทางพระให้

ส่วนเราเองเคยอุปสมบทมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงขอตั้งฉายาเอง โดยได้นามว่า "สิริปาโลโพธิ " ซึ่งทุกคนที่ต้องเดินทางไปบรรพชา และอุปสมบทที่ประเทศอินเดิยจะต้องมี ฉายาลงท้ายด้วยคำว่า " โพธิ " ทุกคน

หลังจากนั้น ได้มีการฝึกขานนาค และฝึกท่องบทที่จะต้องขอบรรพชา และอุปสมบท โดยทางสำนักงานพุทธศาสนา ได้มีการแจกหนังสือบทสวดมนต์และบทขานนาคและบทคำขอบรรพชาและอุปสมบทแจกให้ทุกคน และทุกคนจะต้องพักอยู่ที่พุทธมณฑลจำนวน ๑ คืน เพื่อร่วมกันฝกทำวัตรและสวดมนต์ ก่อนจะเตรียมตัวเดินทางไปประเทศอินเดีย



                                          ทำพิธีบรรพชาที่ใต้ต้นมหาโพธิ์ ณ พุทธคยา

ตามกำหนดการจะเดินทางไปบรรพชาที่ใต้ต้นโพธิ์ มหาเจดีย์พุทธยา และไปอุปสมบทที่พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย

จะได้นำมาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ครับ !!!

  คำถาม : ทำไมต้องเรียกคนที่ก่อนจะบวชว่านาคครับ

   พระอาจารย์ : เป็นการให้เกียรติ เพราะในอดีต เคยมีนาคตนนึง อยากบวชมากเลย แล้วนาคเขามีฤทธิ์นะ แปลงกายเป็นมนุษย์ได้แล้วมาขอบวช พระพุทธเจ้าพระองค์เห็นด้วยญาณทัสสนะว่าเป็นนาคแปลงมา พระองค์จึงห้ามว่าบวชไม่ได้ จะบวชได้ ต้องเป็นเฉพาะมนุษย์เท่านั้นนะ สัตว์เดรัจฉาน แม้มีฤทธิ์แปลงกายเป็นมนุษย์ได้เนี่ย ก็บวชไม่ได้ ถามว่าเพราะอะไร เพราะมนุษย์ มีกายตั้งตรง นั่งสมาธิ(Meditation)แล้วสามารถบรรลุธรรมได้ เป้าหมายการบวช จริงๆก็คือ บวชเพื่อบรรลุพระนิพพาน จะบวชช่วงสั้นช่วงยาวเหมือนกัน แต่สัตว์เดรัจฉาน กายไปตามขวาง มันไม่ตั้งตรง นั่งสมาธิแล้ว บรรลุธรรมไม่ได้ แม้เป็นลิงอุรังอุตัง ลิงชิมแปนซีมันก็ไม่ตรงมันเฉียงๆ แม้ว่าจะแปลงกายเป็นมนุษย์ แต่ว่ากายดั้งเดิมก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ พระองค์จึงไม่อนุญาตการบวช แต่เพื่อให้เกียรติเห็นว่านาคอยากบวชมากๆ จึงเรียกผู้ที่ตั้งใจบวชว่านาค เจริญพร (พระมหาสมชาย ฐานวุฒโฒ)





                                                      ช่วงเช้าที่วัดไทยพุทธคยา อินเดีย

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

บุญข้าวสาก..ของชาวอีสาน


เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๑ ชมรมชาวอีสานล้านช้าง ได้ร่วมกันทำบุญข้าวสาก ตามประเพณีอีสาน ณ คณะ ๑๔ วัดชนะสงคราม บางลำภู กรุงเทพฯ
ตามปกติชมรมชาวอีสานจะทำบุญประจำเดือนทุกเดือน กำหนดทำบุญในวันอาทิตย์ที่ ๒ ของเดือนทุกเดือน แต่เดือนนี้เพื่อให้การทำบุญได้จัดทำพร้อมกับบุญข้าวสาก จึงได้เลื่อนมาทำบุญข้าวสากพร้อมกันในวันนี้
พิธีจะมีการเตรียมอาหาร คาวหวาน ปิ่นโตและกระทงอาหารที่จะนำมาเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษ โดยให้ญาติโยมเขียนชื่อบรรพบุรุษ และมีการถวายสลากภัตรให้กับพระภิกษูสามเณร ตามที่ตนจับสลากได้
พิธีเริ่มด้วยการไหว้พระ รับศีล อาราธนาพระธรรม พระสงฆ์สวดอภิธรรม ๗ คัมภีร์ และมาติกาบังสุกุล หลังจากนั้น พระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุล ถวายสลากภัต จตุปัจจัยเครื่องไทยธรรม ตามลำดับ

มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญจำนวน ๓๓ ท่าน และมีเครื่องไทยธรรมจำนวน ๑๒ ชุด และพระภิกษุสามเณรก็จะจับสลากเช่นกัน และให้โยมนำสลากภัตรและปัจจัยถวายแด่พระภิกษุสามเณร ตามที่ตนจับสลากได้
หลังจากนั้น ร่วมกันถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ และสามเณรตามลำดับ ในปีนี้มีชาวอีสานมาร่วมทำบุญกันเป็นจำนวนมาก

พระภิกษุสงฆ์กล่วคำอนุโมทนา และกรวดน้ำอุทิศให้กับบรรพบุรุษและญาติที่ล่วงลับไปแล้ว และช่วงที่พระคุณเจ้าฉันภัตตาหารเพล ญาติโยมได้นำข้าวสากนำไปวาง(ยาย)ตามตนไม้ และบริเวณวัด เพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษตามประเพณีของชาวอีสาน




ประวัติการทำบุญข้าวสาก
การทำบุญข้าวประดับดินนั้น ชาวบ้านจะนำข้าวปลา อาหาร  คาวหวาน ผลไม้ หมาก พลู บุหรี่ มาห่อด้วยใบตอง และทำเป็นห่อเล็ก ๆ ก่อนจะนำไปวางตามโคนต้นไม้ใหญ่หรือตามพื้นดินบริเวณรอบ ๆ เจดีย์ หรือโบสถ์ โดยการทำบุญข้าวประดับดินนี้ ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว รวมถึงอุทิศส่วนกุศลให้กับสัตว์นรก หรือเปรต
  
นอกจากนี้ บุญข้าวประดับดิน ยังถือว่าเป็นการให้ทานแก่ผู้ยากไร้รวมทั้งสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ ที่ต้องหิว อดมื้อกินมื้อมาตลอดทั้งปีอีกด้วย เพราะการที่ตั้งอาหารไว้ที่พื้นทำให้สัตว์เหล่านั้นสามารถเข้ามากินอาหารได้อย่างเต็มที่
ความเป็นมาบุญข้าวประดับดิน
มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีเรื่องเล่าไว้ในพระธรรมบทว่า ญาติของพระเจ้าพิมพิสารกินของสงฆ์ เมื่อตายไปจึงไปเกิดในนรก พระเจ้าพิมพิสารถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแล้วไม่ได้อุทิศให้ญาติที่ตายไป พอตกกลางคืนเหล่าญาติของพระเจ้าพิมพิสารที่ตายไปมาปรากฎตัวเปล่งเสียงร้องน่ากลัวบริเวณพระราชนิเวศ รุ่งเช้าพระเจ้าพิมพิสารจึงได้รีบไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์จึงบอกเหตุให้ทราบว่า ญาติที่ไปตกอยู่ในภูมินรก ต้องการได้รับส่วนกุศล จึงได้ก่อเกิดการทำบุญข้าวประดับดินขึ้นมา เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ญาตที่ตายไปแล้ว
พิธีกรรมบุญข้าวประดับดิน
มีดังนี้
1. วันแรม 13 ค่ำ เดือน 9 ชาวบ้านจะเตรียมข้าวต้ม ขนม อาหารคาวหวาน หมาก พลู และบุหรี่ไว้ 4 ส่วน 
ส่วนหนึ่งเลี้ยงดูกันภายในครอบครัว
ส่วนที่สองแจกให้ญาติพี่น้อง
ส่วนที่สามอุทิศให้ญาติที่ตายไปแล้ว ญาติโยมจะห่อข้าวน้อย ซึ่งมีวิธีการห่อคือ ใช้ใบตองห่อขนาดเท่าฝ่ามือ ส่วนความยาวนั้นให้ยาวสุดซีกของใบตอง
ส่วนที่สี่นำไปถวายพระสงฆ์  
 
2. วันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 ชาวบ้านจะไปวัดตั้งแต่เวลาตี 4 เพื่อนำสิ่งของที่เตรียมไว้จัดใส่กระทง หรือเย็บเป็นห่อเหมือนข้าวสากไปวางอุทิศส่วนกุศลตามที่ต่าง ๆ 
ประเพณีคนลาวและไทยอีสาน มีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า กลางคืนของเดือนเก้า หรือ ทำในวันแรมสิบสี่ค่ำ เดือนเก้า เป็นวันที่ประตูนรกเปิด ยมบาลจะปล่อยให้ผีนรกออกมาเยี่ยมญาติในโลกมนุษย์ ในคืนนี้คืนเดียวเท่านั้นในรอบปี

ซึ่งการวางแบบนี้ เรียกว่า การวางห่อข้าวน้อย แต่หากเป็นการนำไปวางในวัด จะเรียกว่า การยาย (วางเป็นระยะ ๆ ) ห่อข้าวน้อย ซึ่งเวลานำไปวางจะพากันไปทำอย่างเงียบ ๆ ไม่มีการตีฆ้อง ตีกลองแต่อย่างใด
 
3. หลังจากวางเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะกลับบ้านเพื่อเตรียมอาหารทำบุญที่วัดอีกทีหนึ่งในตอนเช้า
เมื่อพระสงฆ์ฉันเช้าเสร็จก็จะเทศน์ฉลองบุญข้าวประดับดิน ต่อจากนั้น ชาวบ้านจะนำปัจจัยไทยทานถวายแด่พระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ให้พรเสร็จ ชาวบ้านที่มาทำบุญก็จะกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วทุก ๆ คน
 
สำหรับอาหารคาวหวานที่ใส่ห่อในการทำบุญข้าวประดับดิน
อาจมีดังนี้
1. ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือ 1 ก้อน
2. เนื้อปลา เนื้อไก่ หมู และใส่ลงไปเล็กน้อย ถือว่าเป็นอาหารคาว
3. กล้วย น้อยหน่า ฝรั่ง มะละกอ มันแกว อ้อย มะละกอสุก หรือขนมหวานอื่น ๆ ลงไป (ถือเป็นอาหารหวาน)
4. หมากหนึ่งคำ บุหรี่หนึ่งมวน เมี่ยงหนึ่งคำ
 
ชมรมชาวอีสาน นำโดยท่านพระมหาใจ เขมจิตโต (ปธ.๙) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม จึงได้ร่วมกันสืบสานประเพณีอีสานอันดีงามนี้เอาไว้ เพื่อให้ลูกหลานได้ซึมซับกับความเป็นไทยและประเพณีท้องถิ่นอันดีงามเอาไว้ มิให้เสื่อมสลายหายไปครับ !!!


ทำบุญวันเกิด...คุณยาย

เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ได้พาครอบครัวเดินทางไปเยี่ยมคุณยาย ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยลูกหลานได้นัดกันไปจัดงานวันครบรอบวันเกิดครบ ๘๐ ปี ให้กับคุณยายกอง ชมเสียง



วันนี้มีลูกสาวมาพร้อมกัน ๓ คน ลูกเขย ๒ คน และหลาน เหลนอีกจำนวน ๑๐ คน เพื่อมาร่วมจัดงานในวันนี้

 ช่วงเย็น ได้จัดทำอาหารมาเลี้ยงสังสรรค์ และเป่าเค็กวันเกิด มีลูก หลาน และเหลน ร่วมกันร้องเพลงกันด้วยความสนุกสนาน และอวยพรให้คุณยายให้มีอายุมั่นขวัญยืน เป็นร่วมโพธิ์ร้่มไทรให้กับลูกหลานให้ยืนยาวตลอดไป




ลูกสาว และหลานบางคนได้มอบเงินให้คุณยาย เนื่องในงวันเกิด ทำให้คุณยาย ดีใจและร้องไห้ ด้วยความปลื้มปิติ

ในช่วงเย็น ได้พาคุณยายไปเดินชมวิว และทิวทัศน์ยามค่ำที่ชายหาด และถ่ายรูปหมู่รวมกับ ลูก หลาน เหลน เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพื่อใหเลูก ๆ และ หลานๆ ได้เก็บภาพสวยงามไว้เป็นที่ระลึก เนื่องในวันคล้ายเกิดในปีนี้




และในช่วงเช้าก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ได้พาคุณยายไปทานอาหารที่ชายหาดริมทะเล พร้อมกับลูก หลาน และเหลน ที่ชายหาดวังแก้ว จังหวัดระยอง


ภาคเช้าของวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๑ ลูกหลานได้ร่วมกันจัดภัตตาหาร คาวหวาน และเครื่องไทยธรรม พาคุณยายไปทำบุญที่วัดสุวรรณบรรพต เนื่องในวันคล้ายวันเกิด และท่านเจ้าอาวาส ได้ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อเป็นการต่ออายุ และเป็นสิริมงคล นอกจากจะสวดพระปริตรและยังได้สวดพระสูตรธัมมจักรกัปปวัตนสูตรด้วย นับว่าเป็นสิริมงคลให้กับคุณยายเป็นอย่างยิ่ง






วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ศูนย์จำลองแผ่นดินไหว เมืองยามานาซิ



            ศูนย์จำลองแผ่นดินไหว (FUJINOEKI) หรือ (Earthquake Simulation Center) เป็นตัวแทนของการส่งข้อความไปถึงทุกคนให้รับรู้ถึงผลกระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวและการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้ ๆ กับเขตภูเขาไฟฟูจิ Kawaguchikoจังหวัด Yamanashi เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. 

                                            ถ่ายจากด้านหน้าภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น


                     วิวของภูเขาไฟฟูจิ ในระยะไกลสวยงามมาก

          ภายในมีห้องจัดแสดงข้อมูลการประทุของภูเขาไฟจากทุกมุมโลก ห้องแสดงภาพแผ่นดินไหว ห้องแสดงเหตุการณ์หลังแผ่นดินไหว ห้องจำลองแผ่นดินไหว ห้องอุทกภัย ห้องเขาวงกตกระจก  นอกจากนี้ยังมีโซนภาพถ่ายกับภูเขาไฟฟูจิ โซนความรู้ต่าง ๆ และโซนช้อปปิ้งสินค้างานฝีมือของญี่ปุ่นต่าง ๆ เช่น มีดแบบดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา เครื่องสำอาง และของฝากอีกมากมาย

            ในวันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561 เวลา 14.00 – 15.00 น. ตามเวลาของประเทศญี่ปุ่น คณะผู้เข้ารับการอบรมได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ศูนย์จำลองแผ่นดินไหว โดยมีวิทยากรซึ่งเป็นคนไทยได้นำชมนิทรรศการด้วยการบรรยายเป็นภาษาไทย




            วิทยากรผู้บรรยายได้อธิบายว่า ภายในศูนย์จำลองแผ่นดินไหวดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนแผ่นดินไหว และโซนขายของปลอดภาษี  ด้านหน้าทางเข้าจะมีรูปปั้นของนักเดินทางชายหญิงคู่หนึ่งในชุดแต่งกายยุคเอโดะ


มีแท่นจำลองขนาดของการสั่นสะเทือนโดยให้อาสาสมัคร 2 คนขึ้นไปกระโดดบนแท่นกลม ซึ่งเมื่อกระโดดแล้วจะปรากฏขนาดของความแรงของการสั่นสะเทือนอยู่บนจอภาพที่อยู่ทางด้านหลังแท่นจำลอง วิทยากรได้บรรยายให้ความรู้ว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ คือ
1.            เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
2.            เกิดจากการกระทำของมนุษย์
การเกิดแผ่นดินไหวตามธรรมชาติจะมีความรุนแรงมาก คือเกิดจากการเคลื่อนของเปลือกโลก

การเกิดสึนามิที่เมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.2547 ซึ่งเกิดความสูญเสียอย่างมหาศาลมีผู้คนสูญหายและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ก็เป็นการเกิด After Shockจากการเกิดแผนดินไหวอย่างรุนแรงโดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

ที่ผ่านมากประเทศญี่ปุ่นได้มีการเกิดภูเขาไฟระเบิดมาแล้ว 49  ลูก
การทรุดตัวของชั้นผิวโลกเกิดจากผลกระทบที่มนุษย์ทำขึ้นได้แก่

-                   การขุดเจาะน้ำมัน เหมืองแร่ การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ การกระโดดของมนุษย์ 
-                   มนุษย์เราเป็นผู้ทำให้พื้นดินเกิดความสั่นสะเทือน แค่เพียงการกระโดดก็ทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้

ประเทศญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ในแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกที่เรียกกันว่า “วงแหวนแห่งไฟ” (Pacific Ring of Fire หรือ the Ring of fire)  นั้นได้ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับการเกิดแผ่นดินไหวนับครั้งไม่ถ้วนทั้งแผ่นดินไหวบนแผ่นดินและแผ่นดินไหวใต้พื้นมหาสมุทร โดยเฉพาะการเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดที่เกิดขึ้นใต้พื้นมหาสมุทรส่วนใหญ่จะส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิตามมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิต และ ทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลด้านมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่น ย้อนไปเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 (ค.ศ.2011) ได้มีการเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในประเทศญี่ปุ่น วัดความสั่นสะเทือนได้ 9 ริกเตอร์ หลังเกิดแผ่นดินไหวทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่มเมืองชายฝั่งของญี่ปุ่นทำให้บ้านเรือนพังพินาศประชาชนได้รับบาดเจ็บ ล้มตาย และ สูญหายกันเป็นจำนวนมาก แรงสั่นสะเทือนในครั้งนี้ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีปัญหาในระบบหล่อเย็นและเกิดระเบิดจนมีสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหล ทำให้ทางการของญี่ปุ่นต้องอพยพประชาชนในพื้นที่โดยด่วน นับเป็นภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น

เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้นับเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาโดยมีผู้เสียชีวิตในครั้งนั้น 15,858 คน (ร้อยละ 92 เสียชีวิตเนื่องจากการจมน้ำ) สูญหาย 3,057 คน และ บาดเจ็บ 5,364 คน อาคารเสียหายทั้งหลัง 111,044 อาคาร เสียหายครึ่งหลัง 71,936 อาคาร และ เสียหายบางส่วน 320,118 อาคาร รวมทั้งยังมีวิกฤตินิวเคลียร์ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง จากข้อสรุปของทีมนักวิจัยจากหน่วยงานวิจัยท่าเรือ และท่าอากาศยานที่ได้ทำการศึกษาโครงสร้างชายฝั่งเป็นระยะทางประมาณ 600 กิโลเมตรตามชายฝั่ง รวมทั้งงานทดสอบ และงานวิเคราะห์หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ สิ่งที่พบสำหรับการสั่นสะเทือนของพื้นดินจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ก็ คือ มีช่วงระยะเวลาการสั่นที่ยาว และ ความถี่ของการสั่นสูง ดังนั้นระดับความเสียหายของโครงสร้างเนื่องจากการสั่นสะเทือนจึงค่อนข้างน้อย

การเกิดแผ่นดินไหวของญี่ปุ่น หากเกิด 3 ริกเตอร์ ถือว่าเป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดา 4 ริกเตอร์ จะมีการสั่นสะเทือน หากเกิด 5 ริกเตอร์ จะมีการสั่งอพยพประชาชนไปในที่ปลอดภัย จะมีระบบการแจ้งเตือนที่ทันสมัยและทันเหตุการณ์เป็นแอพพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือหรือ mobile ซึ่งประชาชนในญี่ปุ่นทุกคนจะติดตั้งแอพพลิเคชั่นนี้ไว้เพื่อรับการแจ้งเตือน

ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นจริง สิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติคือต้องมีสติ หากสิ่งของมาป้องกันที่ศีรษะ เช่น ยกกระเป๋าขึ้นป้องกันศีรษะ รีบหนีออกนอกตึกหรืออาคารให้ได้ภายใน 2 นาที โดยต้องมีสติในการหนีออกไปนอกอาคารเพื่อไปอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น สวนสาธารณะ ซึ่งหากเกินเวลา 2 นาทีแล้วยังไม่สามารถออกไปได้ทันให้รีบไปหลบในห้องอาบน้ำ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นจะมีการสร้างห้องอาบน้ำด้วยไฟเบอร์อย่างดีซึ่งสามารถป้องกันอันตรายจากแผ่นดินไหวได้ถึง 90% ซึ่งที่เกิดต่อจากนั้นคือไฟจะดับและอาจมีการถล่มของตึก เกิดไฟไหม้ขึ้นได้

จากนั้นวิทยากรได้ให้ผู้เข้ารับการอบรมลองเข้าไปในห้องจำลองที่มีไฟดับมืดสนิท และเป็นห้องจำเลยการเกิดแผ่นดินไหว และให้ผู้เข้ารับการอบรมเดินออกจากห้องผ่านห้องเขาวงกตกระจกโดยต้องใช้สมาธิในการสังเกตว่าจะเดินไปชนกระจกหรือไม่ ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมต้องใช้มือยื่นออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการชนกับกระจก จนออกไปสู่ห้องด้านนอกได้จากนั้นเป็นการกล่าวขอบคุณและมอบของที่ระลึกให้แก่วิทยากรที่มาบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าอบรมในครั้งนี้ และเชิญผู้เข้ารับการอบรมเข้าชมและซื้อสินค้าที่ผลิตจากดินภูเขาไฟ รวมทั้งสินค้าที่น่าสนใจอื่น ๆ





เนื่องจากระยะเวลาในการเยี่ยมชมสถานที่ดังกล่าวมีค่อนข้างน้อยประมาณ 30 – 40 นาที เพราะในวันดังกล่าวมีคณะอื่นที่รอเข้าเยี่ยมชมอีกหลายคณะรวมทั้งเด็กนักเรียนชาวญี่ปุ่นซึ่งมาทัศนศึกษาด้วยทำให้ผู้เข้ารับการอบรมไม่สามารถซักถามหรือเยี่ยมชมนิทรรศการในส่วนอื่น ๆ ได้ทั่วถึง และที่สำคัญคือไม่อนุญาตให้ผู้เข้าเยี่ยมชมถ่ายภาพภายในนิทรรศการได้

 จากการดูงานศูนย์จำลองแผ่นดินไหว (FUJINOEKI) ครั้งนี้ ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้กับการใช้ชีวิตในประเทศไทยได้ โดยรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย โดยมีการจัดตั้งเทคโนโลยีเป็นแอพพลิเคชั่นไลน์เพื่อแจ้งเตือน หากมีการเกิดแผ่นดินไหวขึ้น โดยจัดให้มีการสอนและฝึกอบรมให้เด็กนักเรียนหรือประชาชนผู้สนใจได้เรียนรู้ว่าหากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติอย่างร้ายแรงขึ้นควรต้องปฏิบัติตนอย่างไร รวมทั้งการปฏิบัติตัวเพื่อลดหรือป้องกันการเกิดแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติอื่นที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ขึ้นเพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิต เศรษฐกิจ สังคม ระบบคมนาคม อุตสาหกรรมการเกษตรและการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมของประเทศชาติต่อไป












วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ศึกษาดูงาน Panasonic Center

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑ คณะนักศึกษาตามหลักสูตร " ผู้อำนวยการระดับสูง " โดย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ไปศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการองค์กรของภาคเอกชน ได้ Panasonic Center ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงสินค้าของบริษัทพานาโซนิค ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ ณ ชานกรุงโตเกียว

ตามกำหนดการของวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑ 

 เวลา ๐๗.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

เวลา ๐๘.๐๐ น. ออกเดิทางดูงาน ณ สำนักงาน Panasonic Center Tokyo

เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๑.๓๐ น. นำคณะเข้ารับฟังการบรรยายสรุป การบริหารจัดการธุรกิจของ Panasonic และแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีเพ่ออนาคต ที่ทันสมัยตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ในสำนักงาน โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและสังคม

เดินทางออกจากโรงแรม Apa Hotel makuhari ไปประมาณ ๒๐ นาที ก็ถึงสถานที่ดังกล่าว พวกเราเดินทางมาถึงก่อนเวลา ที่ญี่ปุ่นจะตรงต่อเวลามาก แม้ไปถึงก่อนเวลาก็เข้าไม่ได้ ต้องรอจนกว่าจถงเวลานัดหมาย



ที่บริเวณจอดรถของบริษัท มีรถบัสของนักเรียนที่มาจากโรงเรียนในญี่ปุ่นมาดูงานจำนวน ๒ คัน มาจอดรอเข้าไปดูงานเช่นกัน น่าจะรอเวลาเข้าไปศึกษาดูงาน เห็นนักเรียน และครูกำลังจัดเตรียกเเอกสารและกระเป๋าต่าง ๆ

เมื่อถึงเวลา คณะของเราได้ให้ัวแทนเข้าไปแจ้งทางบริษัท เพื่อให้ทราบว่ามาจากไหน และมีตัวแทนนำเข้าไปดูงานในบริษัท



ที่บริเวณชั้น ๑ จะเป็นสถานที่แสดงสินค้า มีโซนแยกชัดเจน เกี่ยวกับการศึกษา วัฒนธรรม และโซนแสดงสินค้าที่ล้ำยุค



นอกจากนี้ยังมีห้องที่แนะนำประวัติความเป็นมาของบริษัท และมีวิทยากรนำศึกษาดูงาน โดยเล่าประวัติความเป็นมาของบริษัท สินค้าต่าง ๆ และบริษัทได้เข้ามาสับสนุนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่ผ่านมา และปีหน้าที่จะมีการแข่งขันที่ญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีโซนวัฒนธรรม การศึกษา และกีฬา ให้ผู้ที่เข้าดูงานได้ศึกษา





ส่วนชั้น ๒ จะแสดงเกิี่ยวกับสินค้าที่ล้ำสมัย และวิวัฒนาการของการกำเหนิดไฟฟ้า การใช้ไฟฟ้าที่ผ่านมา และการนำระบบไฟฟ้าไปใช้ในอนาคต มีการแสดงสินค้า และระบบการพัฒนาต่าง ๆ




สำหรับชั้น ๓ เป็นพิพิธภัณฑ์และห้องสมุด ซึ่งจะเข้าดูงานได้จะต้องเสียค่าผ่านประตูเข้าไปดูงานพิพิธภัณฑ์ และ ห้องสมุด




 หลังจากวิทยากรได้แนะนำ และพาดูงานแล้ว ได้มีการมอบของที่ระลึกให้กับตัวแทนบริษํท และถ่ายภาพร่วมกัน



 ความเป็นมาของพานาโซนิค

                          พานาโซนิค ถือได้ว่าเป็นแบรนด์เครื่องใช้ฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้พานาโซนิค ผลิตโดยบริษัทมัตสุชิตะ อิเล็คทริค อินดัสเตรียล จำกัด ก่อตั้งขึ้นโดยคุณโคโนสุเกะ มัตสุชิตะ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2461 ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ในระยะแรกเริ่มของธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายส่วนใหญ่เป็นหลอดไฟฉาย และเครื่องทำความร้อนไฟฟ้า เตารีดไฟฟ้า เครื่องรับวิทยุ จากจุดนี้เอง บริษัท จึงได้เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาต่อมา
 
เมื่อผลิตภัณฑ์ของบริษัท มีมากขึ้น  และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย บริษัทจึงได้เริ่มใช้เครื่องหมายการค้า “National” กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทตั้งแต่ปี 2466 เป็นต้นมา ซึ่งความหมายของ “National” ได้แสดงถึงความตั้งใจที่จะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ให้แพร่หลายเป็นที่พึงพอใจแก่ผู้บริโภคทุกชนชาติทั่วโลก
 
ปี 2482 บริษัทเริ่มขายธุรกิจในต่างประเทศเป็นครั้งแรก ที่ประเทศจีน สร้างโรงงานผลิตถ่านไฟฉาย ชื่อบริษัท Shanghai Plant of Matsushita Dry Battery

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นานเริ่มเข้าไปทำสัญญาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับบริษัท Philips ณ ประเทศเนเธอแลนด์และได้เปิดสำนักงานของบริษัทที่เมือง New York และก่อตั้งบริษัทขายแห่งแรกในต่างประเทศ คือ Matsushita Electric Corporation of America (MECA) ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
ต่อมาบริษัท National Thai เป็นโรงงานแห่งแรกที่ถูกก่อตั้งขึ้นในต่างประเทศ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ ประเทศไทย ทำการผลิตผลิตภัณฑ์ถ่านไฟฉาย จากจุดเริ่มต้นการขยายตัวของธุรกิจในต่างประเทศของบริษัททั้ง 2 แห่งนี้ จึงนำมาซึ่งนโยบายการลงทุนดำเนินธุรกิจในต่างประเทศในเวลาต่อมา
 
สำหรับบริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชื่อเดิม คือ บริษัท ซิว-เนชั่นแนล เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ผู้แทนจำหน่ายสินค้ายี่ห้อพานาโซนิค ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2513 โดยร่วมทุนระหว่างบริษัท ซิว จำกัด และบริษัท มัตสุชิตะ อิเล็คทริค อินดัสเตรียล จำกัด ประเทศญี่ปุ่น จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆช่น วิทยุ เครื่องเล่นจานเสียง เครื่องขยายเสียง และเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นทางการของบริษัท มัตสุชิตะ อิเล็คทริค อินดัสเตรียล จำกัด ประเทศญี่ปุ่น

นับจากปี 2547 เป็นต้นมา บริษัท มัตสุชิตะ อิเล็คทริค อินดัสเตรียล จำกัด ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศรวมแบรนด์ Panasonic และ National เพื่อความแข็งแกร่งและเป็นหนึ่งเดียวในการทำการตลาดทั่วโลก โดยให้ National ยังคงมีขายเป็น Traditional Brand ในญี่ปุ่นเท่านั้น (ที่มา - http://www.thaifranchisecenter.com)